
ยาหอมคืออะไร และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร?
ยาหอมเป็นตำรับยาแผนไทยที่มีประวัติการใช้มาอย่างยาวนาน โดยมีรากฐานมาจากศาสตร์การแพทย์แผนไทยซึ่งเน้นการปรับสมดุลธาตุในร่างกาย ยาหอมมักใช้ในกลุ่มคนที่มีอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น หรือรู้สึกอ่อนเพลีย ซึ่งมักเกิดจากสภาพอากาศร้อน ความเครียด หรือการทำงานหนัก
ตำรับยาหอมถูกบันทึกไว้ในตำราการแพทย์แผนไทยหลายเล่ม และมีการปรับปรุงสูตรมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันยาหอมเป็นที่นิยมในหลายครัวเรือน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลีย และปรับสมดุลร่างกายให้แข็งแรง

ยาหอมช่วยอะไรและมีสรรพคุณอย่างไร?
ยาหอมมีสรรพคุณที่หลากหลาย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้
1. ช่วยบรรเทาอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียหรือเครียด
2. ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ลดความเครียด
สามารถใช้ในช่วงที่รู้สึกอ่อนล้าจากการทำงานหนัก
3. ช่วยปรับสมดุลธาตุในร่างกาย
ตามศาสตร์แพทย์แผนไทย ยาหอมช่วยปรับสมดุลของธาตุลม ทำให้การไหลเวียนของพลังงานในร่างกายดีขึ้น
4. บรรเทาอาการคลื่นไส้ ท้องอืด ท้องเฟ้อ
บางสูตรของยาหอมมีฤทธิ์ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร
5. ช่วยบำรุงหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต
โดยเฉพาะยาหอมที่มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงหัวใจ เช่น กานพลูและอบเชย

ยาหอมกินก่อนหรือหลังอาหาร?
ยาหอมสามารถรับประทานได้ทั้งก่อนและหลังอาหาร ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ ดังนี้
1. หากต้องการบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย
ควรรับประทานก่อนอาหารหรือตามความจำเป็น
2. หากต้องการช่วยย่อยอาหารและลดอาการท้องอืด
ควรรับประทานหลังอาหาร เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

กินยาหอมทุกวัน อันตรายไหม?
แม้ว่ายาหอมจะเป็นยาสมุนไพรที่ปลอดภัย แต่หากรับประทานทุกวันในปริมาณที่มากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เนื่องจากบางสูตรมีสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น กานพลูและพิมเสน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการร้อนใน หรือระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นจึงต้องเลือกทานอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นผลดีต่อร่างกายที่สุด

คำแนะนำในการใช้ยาหอม
สำหรับคำแนะนำในการใช้ยาหอม มีดังนี้
- ไม่ควรใช้เกินขนาดที่แนะนำ โดยทั่วไปคือ 1 ช้อนชา ละลายน้ำดื่ม หรืออมใต้ลิ้นครั้งละ 1 เม็ด
- เด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
- ไม่ควรใช้แทนยาแผนปัจจุบัน หากมีอาการรุนแรง ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

ความแตกต่างระหว่างยาหอมและยาดม
แม้ว่ายาหอมและยาดมจะช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะได้เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันในด้านการออกฤทธิ์และการใช้งาน ดังนี้
1.ยาหอม
ต้องรับประทานเข้าไปจึงจะออกฤทธิ์ต่อระบบภายในร่างกาย ช่วยปรับสมดุลธาตุและบรรเทาอาการในระยะยาว อีกทั้งยาหอมมีส่วนผสมของสมุนไพรหลายชนิด เช่น กานพลู อบเชย และพิมเสน ที่ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนโลหิตและสมอง
2.ยาดม
ใช้สูดดมเพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนชั่วคราว มีผลเพียงระยะสั้น และไม่มีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตหรือสมดุลธาตุในร่างกาย สำหรับส่วนผสม ยาดมมักประกอบด้วยเมนทอล การบูร และน้ำมันหอมระเหยที่มีฤทธิ์ทำให้รู้สึกสดชื่นเท่านั้น
หากเทียบทั้งยาหอมและยาดม ถึงการส่งผลต่อร่างกาย ยาหอมช่วยปรับสมดุลร่างกายในระยะยาว ส่วนยาดมเป็นเพียงการกระตุ้นระบบประสาทชั่วคราว

วิธีใช้ยาหอมให้ได้ผลดีที่สุด
วิธีการใช้ยาหอมให้มีประสิทธิภาพและได้ผลดีต่อร่างกายที่สุด มีดังนี้
1. ละลายน้ำดื่ม
เป็นวิธีที่นิยมที่สุด โดยใช้ปริมาณที่แนะนำและละลายในน้ำอุ่น
2. อมใต้ลิ้น
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบรรเทาอาการอย่างรวดเร็ว
3. ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารหรือน้ำสมุนไพร
บางคนอาจนำยาหอมไปผสมกับเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบำรุงร่างกาย

“ยาหอมเทพจิตร ตราห้าม้า” ยาสมุนไพรชั้นเลิศ ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
หากพูดถึงยาหอมเทพจิตร ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นยาแผนโบราณที่อยู่เคียงคู่คนไทยมานานกว่า 40 ปี ลูกค้ามากมายวางใจในคุณภาพ
ยาหอมเทพจิตร มีสรรพคุณหลัก ๆ คือการช่วยบำรุงหัวใจ แก้วิงเวียนศีรษะ หากมีอาการคล้ายจะเป็นลม เพียงใช้อมครั้งละ 5 – 7 เม็ด หรือละลายกับน้ำร้อน เพื่อดื่มบำรุงร่างกาย จะช่วยในการฟื้นตัว ปรับสมดุลธาตุในร่างกายให้กลับมาทำงานได้ดีมากขึ้น ทานแล้วจะรู้สึกสดชื่นไม่อ่อนเพลียอีกต่อไป ยาหอมเทพจิตรไม่ใช่เพียงผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุเท่านั้นที่ทานได้ แต่วัยทำงานก็สามารถทานได้เช่นกัน หากรู้สึกจะเป็นลม หรือวิงเวียนศีรษะก็อมยาหอมเทพจิตรได้ทันที
หากสนใจ สามารถดูรายละเอียดสินค้ายาหอมเทพจิตร หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ยาดมผสมสมุนไพร, Mouth Spray, ยาน้ำมัน, ยาหม่อง, ยาครีมบรรเทาปวดเมื่อย, ยาแคปซูล ได้เลย
หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ติดต่อเรา